ขั้นที่ 1 : แยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่โปรแกรมหรือกระบวนการ
สัญญาณที่บอกว่ากิจการโตเกินโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป มักไม่ได้มาในรูปโปรแกรมพัง แต่มาในรูปงานที่ทยอยย้ายออกไปอยู่นอกระบบทีละอย่าง สต๊อกหลายคลังต้องรวมใน Excel ต้นทุนนำเข้าต้องปันส่วนใน Excel การอนุมัติเกิดใน LINE แล้วค่อยคีย์ตามทีหลัง จนถึงจุดที่การปิดงบใช้เวลานานขึ้นทั้งที่จำนวนธุรกรรมไม่ได้เพิ่ม
ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ ERP แก้ให้คือปัญหาข้อมูลเรื่องเดียวกันอยู่หลายที่ ถ้าไฟล์ Excel ข้างเครื่องมีมากขึ้นทุกปี นั่นคืออาการที่ตรงกว่าคำว่าโปรแกรมช้าหรือโปรแกรมเก่า
ส่วนอาการที่ไม่ใช่เหตุผลของการย้ายระบบ ก็มีอยู่จริงเช่นกัน อยากได้รายงานที่สวยขึ้นแก้ได้ด้วยเครื่องมือรายงานที่ต่อจากโปรแกรมเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบ เครื่องช้าเป็นเรื่องฮาร์ดแวร์ และการคีย์ผิดเป็นเรื่องกระบวนการทำงาน ระบบใหม่ไม่ได้ทำให้คนคีย์ถูกขึ้น
ขั้นที่ 2 : เก็บความต้องการจากงานที่ทำอยู่จริง
วิธีที่ได้ผลกว่าการประชุมถามความต้องการ คือการไล่ตามเอกสารจริงให้ครบหนึ่งรอบ ฝั่งซื้อไล่ตั้งแต่สั่งซื้อ รับของ จนจ่ายเงิน ฝั่งขายไล่ตั้งแต่รับออเดอร์ ส่งของ จนรับเงิน แล้วจดว่าตรงไหนที่งานหลุดออกไปทำนอกระบบ จุดเหล่านั้นคือความต้องการที่แท้จริงของกิจการ
รายงานที่ทีมต้องนั่งประกอบมือทุกสิ้นเดือนเป็นความต้องการที่ชัดที่สุด เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าจำเป็นจริงถึงยอมทำมือ ในทางกลับกัน การถามทีมว่าอยากได้ฟีเจอร์อะไร จะได้กลับมาเป็นรายการฟีเจอร์ ซึ่งบอกปัญหาที่ต้องแก้ได้น้อยกว่ามาก
ขั้นที่ 3 : ทำความสะอาดข้อมูลหลักก่อนย้าย
ข้อมูลหลัก (master data) หมายถึงข้อมูลตั้งต้นที่ทุกรายการอ้างถึง ได้แก่ ผังบัญชี รายชื่อลูกหนี้ เจ้าหนี้ และรายการสินค้า การย้ายระบบคือโอกาสเดียวที่จะจัดข้อมูลชุดนี้ใหม่โดยไม่กระทบงานประจำ
- ผังบัญชีที่พอกมาหลายปี ควรออกแบบใหม่ให้ตรงกับรายงานที่ต้องการเห็น ไม่ใช่ยกของเดิมไปทั้งชุด
- ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้า ตัดรายการซ้ำ และรายการที่ไม่เคลื่อนไหวมานานไม่จำเป็นต้องย้ายตาม
จากที่เจอในงานวางระบบ ขั้นนี้กินเวลามากที่สุดในบรรดางานเตรียมการทั้งหมด และเป็นงานที่ฝั่งกิจการต้องทำเอง ผู้วางระบบช่วยจัดรูปแบบได้ แต่ตัดสินใจแทนไม่ได้ว่ารายการไหนยังใช้อยู่
ขั้นที่ 4 : ย้ายระบบไม่ใช่ย้ายข้อมูลทั้งหมด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในขั้นวางแผน คือคิดว่าต้องย้ายข้อมูลทุกอย่างจากโปรแกรมเดิมเข้าระบบใหม่ ในทางปฏิบัติระบบใหม่เริ่มต้นจากข้อมูลเพียงสองกลุ่ม
| กลุ่มข้อมูล | ตัวอย่าง |
|---|---|
| ยอดยกมา (opening balance) | ยอดคงเหลือตามผังบัญชี ณ วันตัดระบบ |
| เอกสารที่ยังค้าง | ลูกหนี้และเจ้าหนี้คงค้างรายใบ สต๊อกคงเหลือรายรายการ ใบสั่งซื้อและใบสั่งขายที่ยังไม่ปิด |
ประวัติรายการย้อนหลังไม่ต้องขนเข้าระบบใหม่ เก็บโปรแกรมเดิมไว้ในสถานะเปิดอ่านอย่างเดียวสำหรับค้นย้อนหลังก็เพียงพอ จากที่เจอเอง ความพยายามย้ายรายการย้อนหลังหลายปีเป็นสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้โครงการบานและเลื่อน โดยได้ประโยชน์กลับมาน้อยกว่าแรงที่ลงไปมาก
ขั้นที่ 5 : วางช่วงเปลี่ยนระบบให้ตรงรอบบัญชี
ช่วงเปลี่ยนระบบ (cut-over) คือจุดที่หยุดบันทึกในโปรแกรมเดิมแล้วเริ่มบันทึกในระบบใหม่ ถ้าเลือกได้ควรให้ตรงกับต้นงวดบัญชีหรือต้นปีบัญชี เพราะยอดยกมาจะมีชุดเดียวและงบการเงินไม่คาบเกี่ยวสองระบบ
หลักที่ใช้วางแผน
- เลือกงวดที่จะตัดระบบก่อน แล้วนับถอยหลังกำหนดงานเตรียมการจากวันนั้น ไม่ใช่นับไปข้างหน้าจากวันเริ่มโครงการ
- ช่วงที่ต้องบันทึกทั้งสองระบบคู่กัน (parallel run) ควรจบภายในงวดเดียว เพราะทีมต้องทำงานสองเท่าตลอดช่วงนี้ ยิ่งยาวโอกาสถอยกลับไปใช้ระบบเดิมยิ่งสูง
- กำหนดว่าใครเป็นเจ้าของระบบฝั่งกิจการ (key user) ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ไม่ใช่หลัง go-live
กรณีที่ยังไม่ควรย้าย
วิธีในบทความนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่ากิจการมีอาการของข้อมูลกระจายจริง มีบางกรณีที่การย้ายยังไม่ใช่คำตอบ
- ธุรกรรมยังน้อยและงานจบในระบบเดียวได้ การย้ายมีแต่ต้นทุน
- โครงสร้างธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนใหญ่ เช่น ควบรวมหรือแยกบริษัท ควรรอให้โครงสร้างนิ่งก่อนแล้วออกแบบระบบตามโครงสร้างใหม่
- ยังไม่มีคนในที่จะรับบทเจ้าของระบบ ระบบที่ไม่มีเจ้าของฝั่งกิจการจะค่อย ๆ ถูกทิ้งกลับไปหา Excel
และข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด ERP ไม่ได้แก้ข้อมูลผิด ถ้าวินัยการบันทึกยังหละหลวม ระบบใหม่จะแสดงข้อมูลผิดให้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น การจัดกระบวนการทำงานจึงต้องมาพร้อมกับระบบเสมอ
ผู้เขียนทำงานฝั่ง Microsoft Dynamics 365 Business Central เป็นหลัก ขั้นตอนในบทความนี้เป็นหลักทั่วไปที่ใช้ได้กับ ERP ทุกตัว ส่วนเรื่องเฉพาะของไทย เช่น ภ.พ.30 ภ.พ.36 และหัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ อ่านเพิ่มได้จากบทความอื่นในเว็บนี้
ยังไม่แน่ใจว่ากิจการถึงเวลาหรือยัง?
นัดคุยเพื่อไล่ดูขั้นตอนงานปัจจุบัน แล้วประเมินตรง ๆ ว่าควรย้ายหรือยังไม่ควร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ปรึกษาเรื่องระบบ →